นิตยสารสกุลไทย สัมภาษณ์โค้ช ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ สัมภาษณ์พิเศษในนิตยสารสกุลไทย

To read: https://www.aclc-asia.com/magazine

ต่าง Gen ต่างใจ สอนอย่างไรดี

 

สอนการโค้ช
Leader as Coach by Atchara Juicharern

เข้าใจผู้เรียนต่างวัย

โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

Official website, please click: http://www.aclc-asia.com

อีก 3-4  ปีข้างหน้า บุคลากร Gen X (อยู่ในช่วงอายุ 36 – 51) ก็จะทยอยเข้ามาแทนผู้บริหารระดับสูง Baby Boomers (อยู่ในช่วงอายุ 52 ขึ้นไป) ที่เข้าสู่วัยเกษียร และ Gen Y (อายุ 35 และน้อยกว่า) ก็จะเป็นกลุ่มบุคลากรกลุ่มใหญ่ หรือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงงาน การอบรมพัฒนาคนรุ่นต่างๆ จะมีประสิทธิผลได้ เมื่อคำนึงถึงความเหมือนและแตกต่างของคนแต่ละวัยด้วย

Baby Boomers มักมองว่าผู้สอนหรือวิทยากรควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิ ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติด้านการศึกษาและชื่อเสียงของวิทยากร ให้ความสำคัญกับความรู้และสติปัญญา ดังนั้นวิทยากรควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้มาปฏิบัติจนเป็นทักษะด้วย Baby Boomers นิยมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง วิทยากรสามารถให้เขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือให้เป็นพี่เลี้ยงของรุ่นน้อง ซึ่งจะได้รับฟังประสบการณ์ที่มากมายและมีคุณค่าจากพวกเขาไปด้วย สิ่งที่ Baby Boomers ไม่สะดวกใจนักคือการได้รับข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ที่ถี่และโจ่งแจ้งเกินไป วิทยากรสามารถใช้การถามความเห็นให้เขามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ เนื่องจากกลุ่มนี้เรียนรู้และจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีจากการได้ยิน จึงชอบฟังบรรยายและมีเอกสารประกอบ อาจมีเอกสารสรุปให้กลับไปอ่านที่บ้านให้ด้วย

Gen X ต้องการวิทยากรที่เชี่ยวชาญจริงในด้านที่มาสอน มากกว่าคุณวุฒิหรือวัยวุฒิ เขาต้องการคนที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า สิ่งที่สอนนั้นผู้สอนก็ทำได้ และปฏิบัติได้จริง การให้ feedback กับคนกลุ่มนี้ ถ้ามีวัตถุประสงค์และเป็นประโยชน์ในการพัฒนา พวกเขายินดีรับฟังบ่อยๆ Gen X ชอบการเรียนรู้ที่ท้าทาย ให้อิสระในการคิดตกผลึกเอง และเปิดให้ถามและโต้ตอบบ่อยๆ ชอบสื่อการสอนหลากหลายรูปแบบ ถ้าใช้วีดิโอต้องกระชับ ไม่น่าเบื่อ พวกเขาเรียนรู้ได้ดีในการทำกิจกรรมร่วมเป็นทีม  กลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีโดยการลงมือปฏิบัติ การได้สัมผัส ถ้ามีอะไรให้จับให้ทำ แม้แต่การวางลูกบอลบนโต๊ะ ก็ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ได้

Gen Y มองว่าวิทยากรเป็นพี่เลี้ยงที่มีความรู้และมีประสบการณ์ ถึงแม้เขาจะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้สอนเช่นกัน แต่ต้องการเรียนเฉพาะสิ่งที่นำไปใช้ได้ทันที พวกเขาชอบสื่อการสอนที่ใช้เทคโนโลยี มีภาพประกอบเยอะๆ และตัวหนังสือน้อยๆ ต้องการ Feedback ทันทีเหมือน Gen X และต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาและวิธีการในเรียนรู้ได้ ไม่ชอบบรรยากาศเป็นทางการ ชอบให้วิทยากรอธิบายแบบกระชับ แต่มีกิจกรรมหลากหลายเพื่อตรึงสมาธิพวกเขาไว้ให้ได้ พวกเขาเรียนรู้ร่วมกับทีมที่หลากหลายได้ดี เขาอาจถามคำถามพรวดพราดหรืออยากได้ feedback ทันที ไม่ต้องตกใจ

ข้อมูลเหล่านี้ มาจากประสบการณ์ ถึงแม้จะใช้อ้างอิงในการเตรียมการได้ กระนั้นก็ตาม ผู้สอนก็ยังควรปฏิบัติต่อผู้เรียนแบบให้เกียรติ และวิทยากรที่ดีมักยืดหยุ่นและสนุกกับการปรับเปลี่ยนได้ทันที หากพบว่าผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าด้วยวิธีต่างไป นอกจากนี้วิทยากรยังกระตุ้นการเคารพกันและกันของผู้เรียนต่างวัยได้ ผ่านการชี้แจง กฎ กติกา มารยาท เพื่อไม่ให้ Gen Y เล่นไลน์ไป เรียนไป และ Baby Boomers เกิดความรำคาญ  หรือ Gen X หงุดหงิด ที่พี่ Baby Boomers ไม่บอกสักทีว่าคิดยังไง

เมื่อมีผู้เรียนต่างวัยในห้องเดียวกัน ควรเตรียมวิธีการสอนที่หลากหลาย (Blended Learning)  การบรรยายให้กระชับ (ไม่เกิน 15-20 นาที)  สุดท้ายคือ ไม่ว่าวัยใดก็ตาม สามารถเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข หากรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ มีผู้เห็นคุณค่าของความคิดของเขา มีวิทยากรที่หวังดีสนับสนุนการพัฒนาของเขาอย่างจริงใจ

(C)Copyright – All rights reserved.

**********************************************

 

อบรม Coaching and Mentoring

อบรม Coaching and mentoring
“Listening” as a Coaching and Mentoring Skill

Official website, please click www.aclc-asia.com

การสื่อสารที่มีประสิทธิผล คือเข้าใจตรงกันและความสัมพันธ์ราบรื่น อย่างไรก็ตาม การสื่อสารไม่ใช่เรื่องง่าย แค่สื่อสารในภาษาเดียวกัน เรายังเข้าใจกันผิดได้บ่อยๆ  เมื่อเป็นการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ยิ่งเป็นเรื่องท้าทาย

เอ็ดเวิร์ด ฮอลล์ เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีและผู้เขียนหนังสือด้านวัฒนธรรม ได้แบ่งบริบทของระบบวัฒนธรรมการสื่อสารออกเป็นสองแบบคือ  กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับบริบทสูง (High Context Culture) กับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับบริบทต่ำ (Low Context Culture)

ให้ความสำคัญกับบริบทสูง หมายถึงวัฒนธรรมที่ผู้พูด อาจไม่ได้พูดตรงๆ หรือสิ่งที่พูดอาจไม่ใช่สิ่งที่คิด เพราะผู้สื่อสารคำนึงถึงบริบท กาลเทศะ รักษาหน้าหรือความสัมพันธ์  ประเทศที่ได้รับการจัดให้อยู่ในข่ายวัฒนธรรมแบบดังกล่าวได้แก่ ลาตินอเมริกา ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไทย และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย  เช่น ชาวจีนอาจไม่พูดคำว่า “ไม่” แต่อาจพูดว่า “บางที” หรือ “แล้วค่อยดูกัน” เพื่อเป็นการรักษาหน้า  หรือ ชาวอินโดนีเซียพูดว่า  “มุงกิน” ซึ่งหมายความว่า บางที   ซึ่งอาจเป็นวิธีการตอบปฏิเสธอย่างสุภาพก็ได้   หรือเช่น ชาวฟิลิปปินส์ ไม่ชอบปฏิเสธผู้อื่น  การแสดงออกว่าไม่ อาจตามด้วยคำพูดว่า “ใช่” หากจะให้แน่ใจว่าเข้าใจความหมายที่แท้จริงคืออะไร  เราจำเป็นต้องเป็นผู้ฟังที่ดี และกล้าที่จะถามให้แน่ใจ

ให้ความสำคัญกับบริบทต่ำ  เป็นวัฒนธรรมที่มีการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา สามารถสรุปความได้จากคำพูดที่พูดออกมา  การแสดงสีหน้า ท่าทางต่างๆ จะแสดงออกอย่างเปิดเผย กลุ่มนี้เชื่อว่าการพูดตรงๆ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความจริงใจและไม่นำไปสู่ปัญหาที่มาจากการอ้อมค้อมเกินไป  กลุ่มวัฒนธรรมนี้จึงเน้นความชัดเจน ประเทศที่ได้รับการจัดให้อยู่ในข่ายวัฒนธรรมนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน กลุ่มประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ เป็นต้น

เทคนิคการฟังเพื่อให้ได้ความหมายครบถ้วน จึงรวมถึงการฟังทั้งสิ่งที่ผู้พูด พูดออกมา และไม่ได้พูดออกมา เช่นสังเกตท่าทาง อ่านความรู้สึกและคำนึงถึงบริบทของผู้พูดด้วย เพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริง ผู้ที่เรียนการโค้ชมา มักได้รับการฝึกฝนด้านนี้อย่างเข้มข้น  เพราะถ้าฟังและคิดเองเออเอง จะทำให้สร้างความเชื่อใจต่อกันได้ช้า และทำให้ถามคำถามที่ถามออกไป ไม่เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาของโค้ชชี่

ดิฉันแบ่งการฟังออกเป็นห้าระดับ หรือห้าดาว คือ

  • ระดับที่หนึ่ง ฟังเพื่อรอสวนกลับ แบบนี้ได้ดาวเดียว เพราะนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ง่ายมาก  ใครเขาคุยอะไรกัน ตามไม่ทันแล้ว เพราะมัวแต่คิดว่าจะสวนขึ้นมาอย่างไรให้แจ๋วสุด  ย่อมไม่เกิดผลดีต่อการโค้ช
  • ระดับที่สอง ฟังเพื่อรอแลกเปลี่ยนเรื่องของฉันบ้าง  ย่อมไม่เกิดผลดีต่อการโค้ชเช่นกัน
  • ระดับที่สาม ฟังเพื่อรอจะชี้แนะให้ทำนั่นทำนี่  กลายเป็นการสั่งและสอน มากกว่าการโค้ช
  • ระดับที่สี่  ถือว่าดีเพราะฟังด้วยความสนใจ อยากทราบเพิ่มขึ้นอีก
  • ระดับที่ห้าคือ ฟังจนผู้พูด พูดจบ ไม่ตัดสิน ไม่ชี้นำ แต่มุ่งไปที่การทำความเข้าใจผู้พูด และความคิดของเขา ระดับนี้ให้ห้าดาวเลย

เทคนิคการฟัง เพื่อการโค้ชที่มีประสิทธิผล ขอแลกเปลี่ยนดังนี้ค่ะ 

  1. ขณะที่ฟัง ค้นหาอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่คุณชื่นชมผู้พูด  จะทำให้คุณเปิดรับความคิดเห็นของเขามากขึ้น
  2. ถ้าผู้พูดบอกหัวข้อหรือประเด็นที่จะพูดตั้งแต่ต้น สามารถจดไว้ได้  เพราะข้อมูลนี้จะเป็นหัวข้อที่ช่วยคุณในการสรุปประเด็นสำคัญได้อย่างดี เมื่อเขาพูดจบ
  3. กล้าที่จะถาม เช่นการถามเพื่อขอข้อมูลเพิ่ม หรือถามทวนเพื่อยืนยันความเข้าใจ  อย่าลืมว่า การสื่อสารไม่ใช่มีการพูดเท่านั้นแต่มีการฟังด้วยนะคะ

(C)Copyright – All rights reserved.

Professional Certified Coach - Atchara Juicharern
ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ PCC

โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ICF Professional Certified Coach

 

 

Coaching คืออะไร

อบรม Coaching and Mentoring
hat is Coaching? การโค้ชคืออะไร

ในอดีต ศาสตร์และศิลป์ของการโค้ชยังไม่มีความชัดเจน ผสมผสานอยู่ในหมวดการบริหาร การเยียวยาทางสุขภาพ จิตวิทยา และอื่นๆ กว่าจะมาเป็นศาสตร์เฉพาะด้าน ก็ผ่านวิวัฒนาการและการค้นคว้าศึกษาต่างๆมาไม่น้อยเลย

การโค้ชหมายถึง การเป็นคู่คิดในการเรียนรู้ พัฒนา เปลี่ยนแปลง ให้กับผู้ได้รับการโค้ช  โดยใช้กระบวนการ   การเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และกระตุ้นให้ผู้ได้รับการโค้ชมีแรงบันดาลใจ ในการนำศักยภาพในตนเองทั้งด้านส่วนตัวและในงาน ออกมาใช้สูงสุด  (แปลจากนิยามของสหพันธ์โค้ชนานาชาติหรือ ICF)

www.coachtrainingasia.com
Coaching ROI

อาชีพโค้ชมีการเติบโตต่อเนื่อง จากการสำรวจของ สหพันธ์โค้ชนานาชาติ (ICF) ในปี ค.ศ. 2011 ได้เผยผลที่น่าสนใจออกมาว่า มีผู้เป็นโค้ชโดยอาชีพ มีอยู่ทั่วโลกประมาณ 47,500 คน  คิดเป็นสัดส่วนของโค้ชต่อประชากรทั้งโลกแล้วคือ มีโค้ช 6.9 คนต่อคนล้านคน   ส่วนใหญ่เป็นโค้ชที่อยู่ในอเมริกาเหนือ จำนวนถึง ร้อยละ 33.2   ในยุโรปตะวันตก ร้อยละ 37.5  ส่วนในยุโรปตะวันออก ร้อยละ 7.4   ในเอเชีย ร้อยละ 7  และในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ร้อยละ 5.1   ในอเมริกาเหนือมีโค้ชโดยอาชีพอยู่ประมาณ 15,800 คน   หากนำมาเปรียบเทียบต่อประชากรล้านคน มีโค้ช 46 คนต่อหนึ่งล้านคน ซึ่งถือว่าสูงสุดหากเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ   ในเอเชียมีโค้ชอยู่ประมาณ 3,300 คน เท่ากับ 0.9 คนต่อหนึ่งล้านคน ซึ่งในเอเชียถือว่าน้อยมาก (ข้อมูล ณ. ปี พ.ศ. 2557)

ในด้านรายได้เฉลี่ยต่อคน ในปี 2011 โค้ชมีรายได้เฉลี่ยต่อคนประมาณ 47,900 เหรียญสหรัฐ  ถ้าแยกออกมาเฉพาะในเอเชีย เฉลี่ยต่อคนคือ 36,500 เหรียญสหรัฐ  จากรายได้โดยรวมทั้งหมด เกือบๆสองพันล้านเหรียญสหรัฐ ในปีเดียวกัน  โค้ชในเอเชียมีรายได้คิดเป็นเพียง 5% จากยอดรวมทั้งหมด   อย่างไรก็ตามร้อยละ 55 ของโค้ชที่ร่วมในการสำรวจรายงานว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง   (ข้อมูล ณ. ปี พ.ศ. 2557)

สมรรถนะในการโค้ชสำหรับการโค้ชที่มีประสิทธิผล ได้มีระบุไว้ให้เราเรียนรู้ได้จากสถาบันที่น่าเชื่อถือต่างๆ ย่างไรก็ตามสำหรับการพัฒนาทักษะการโค้ชบุคลากรให้ผู้บริหารและผู้จัดการในองค์กร (Leader and Manager as Coach) วิทยากรหรือโค้ชผู้ถ่ายทอดทักษะจำเป็นต้องทราบว่าบทบาทหน้าที่ของโค้ชภายนอกที่มีอาชีพเป็นโค้ช กับโค้ชภายในองค์กรมีความแตกต่างกันอย่างไร หากสอนเหมือนกัน ผู้บริหาร ผู้นำ ผู้จัดการ อาจนำไปใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้บริหารนำทักษะไปใช้ในบริบทตนเองให้สำเร็จอย่างไร เช่นการโค้ชทักษะเฉพาะ  โค้ชเพื่อปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลง โค้ชเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่ตำแหน่งในอนาคต เพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเผชิญ ใช้ชุดเครื่องมือที่แตกต่างกัน เป็นต้น

 โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ  โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (PCC)

(C)Copyright – All rights reserved.

Official website please click:

https://www.aclc-asia.com/