DISC สี่สไตล์พฤติกรรม กับการโค้ช

Official website:

http://www.aclc-asia.com

โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

การเข้าใจสไตล์การโค้ชของตนเอง และสไตล์ของผู้ได้รับการโค้ชก็เป็นส่วนที่สำคัญในความสำเร็จของการโค้ช เพราะทั้งคู่ต่างต้องพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้วางใจ และช่วยให้โค้ชสามารถปรับวิธีการสื่อสาร ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละสไตล์ได้ดีขึ้น

  • โค้ชเจ้าบงการ มักควบคุม สั่งการ กำหนดแผนการโค้ชด้วยตนเอง ใช้คำพูดตรงไป ตรงมา หรือขวานผ่าซาก มุ่งไปที่ผลลัพธ์  
  • โค้ชเฮฮา เป็นนักคิดสร้างสรรค์ มีแนวทางใหม่ๆเสมอ ชอบสื่อสารโต้ตอบไปมา มองภาพใหญ่ ไม่ลงรายละเอียด
  • โค้ชใจดี  ชอบสนับสนุนให้ใช้เวลาเรียนรู้ด้วยตนเอง ประนีประนอม หาทางออกที่ win-win เป็นผู้ฟังที่ดี 
  • โค้ชเจ้าระบบ  ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง แม่นยำ ให้เวลาในการทำความเข้าใจกระบวนการอย่างถี่ถ้วน ตัดสินใจจากข้อเท็จจริง

 

 

DISC สี่ไสตล์พฤติกรรม
Four Behavioral Styles: DISC

©Copyright – All rights reserved.

รู้จักตนเอง เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ในองค์กร

บทความโดย : ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

หนังสือพิมพ์โพสท์ทูเดย์ : รู้จักตนเองเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ในองค์กร

ปัจจัยประการหนึ่งในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ก็คือการสื่อสาร แต่ละวันเราหลีกเลี่ยงการสื่อสารไม่ได้ ต่อให้คุณไม่พูดอะไรสักคำ ในขณะที่ยืนอยู่ตรงหน้าใครสักคน คุณก็ได้สื่อสารผ่านภาษากายของคุณไปแล้ว (We can not not communicate.) การสื่อสารของคุณเป็นอย่างไร สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือ สร้างความประทับใจ หรือทำให้อีกฝ่ายสะอึกแน่นิ่ง ทำวงแตกเป็นประจำ ในศาสตร์และศิลป์ของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence-EQ) การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญ เป็นข้อแรกในการบริหารความสัมพันธ์และพฤติกรรมการสื่อสารของเรา จากนั้นเราจึงจะสามารถปรับตนเองได้ดีในการบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดังนั้น ก่อนที่เราจะมารู้จักเทคนิคการปรับการสื่อสาร การสร้างสะพานเชื่อมใจ เรามารู้จักตนเองและค้นหาตนเองก่อนดีกว่านะคะ

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์สไตล์ หรือรูปแบบการสื่อสารของคุณ จากพื้นฐานทฤษฎีทางบุคลิกภาพของ คาลล์ จุง (Carl Jung) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการอธิบายพฤติกรรม อีกทั้งนำมาวิเคราะห์บุคลิกภาพของคนได้ดี เรามาดูกันว่าคุณเป็นสไตล์ใดใน 4 แบบ D, I, S, หรือ C

คำอธิบาย DISC

D Style หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า Dominance ลักษณะของ D Style คือ ชอบแข่งขัน ชอบผจญภัย ชอบริเริ่ม บุกเบิก ในการสื่อสารเราสังเกตได้ว่า D Style พูดเร็ว เสียงดัง เป็นงานเป็นการ บางครั้งคุยกับเราพร้อม ๆ กับคุยโทรศัพท์ไปด้วย ดูรีบร้อน และมีโครงการหลายโครงการในเวลาเดียวกัน อาจดูไม่อ่อนหวาน ความคิดเห็นของตนเองจะเป็นเหมือนข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องมีการอภิปรายกันอีก ตรงไปตรงมา พูดสิ่งที่คิด ในห้องทำงาน D Style คุณมักจะเห็นตารางการทำงาน ตารางนัดหมาย วางเด่นเป็นสง่า

I Style หรือ Influence  พูดเก่ง ชอบสังคมชอบสื่อสาร เป็นนักแสดง ผู้สร้างความบันเทิง ผู้สร้างแนวคิดใหม่ ๆ มีไหวพริบ เราสังเกตได้ว่า I Style เป็นคนพูดจาเปิดเผย และเป็นมิตร แสดงความคิดเห็นด้วยกับผู้อื่น เน้นที่แง่ดีของสิ่งต่าง ๆ สามารถขายความคิด และจูงใจผู้อื่นได้ดี อาจพูดมาก แต่หลีกเลี่ยงรายละเอียด ถนัดในการให้ข้อมูลป้อนกลับในเชิงบวก ในห้องทำงานของ I คุณมักจะพบ สโลแกนส่วนตัวของ I ติดอยู่ หรือใส่กรอบไว้

S Style หรือ Steadiness ลักษณะของ S Style คือ ละเอียดรอบคอบระมัดระวัง เป็นระบบ สม่ำเสมอ ไม่ออกหน้า ไม่อิจฉาผู้อื่น มั่งคง สร้างความสมดุล เราสังเกตได้ว่า S Style เป็นผู้รับฟังที่ดี และพยักหน้าตอบรับ ใส่ใจกับความรู้สึกของผู้อื่น ในการสื่อสาร S Style มักสื่อสารทางเดียว คือ จะเป็นผู้ฟังตอบคำถามเมื่อถูกถาม พูดอย่างใจเย็น ชอบที่จะพูดเรื่องตนเองถนัด ชอบที่จะพูดตัวต่อตัวมากกว่ายืนพูดต่อหน้ากลุ่มใหญ่ เป็นผู้สอนงานที่ดี ในห้องทำงานของ S คุณอาจจะพบภาพครอบครัว หรือรูปหมู่ที่ถ่ายกับเพื่อน ๆ สนิทของเขา

C Style หรือ Compliance ลักษณะของ C Style คือ ชอบความถูกต้อง เที่ยงตรง ชอบความสมบูรณ์ มีเหตุผล ปฏิบัติตามกฎ ข้อสังเกต คือ C Style มีระเบียบ เน้นรายละเอียด สุภาพอย่างมีชั้นเชิง การสื่อสารของ C Style คือ ชอบที่จะสื่อสารด้วยการเขียนมากกว่า มักไม่แสดงความเห็นด้วย ไม่ชอบพูดเรื่องความคิดเห็น หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ออกคำสั่ง อ้างอิงกฎเกณฑ์ ห้องทำงานของ C จะเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความเป็นระบบ

เมื่อค้นพบสไตล์ของเราเองแล้ว ต่อไปเป็นเรื่องการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ผู้ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูงเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสาร และสร้างความประทับใจให้กับผู้อื่นได้ดีกว่าผู้ที่เน้นความ “ฉันเป็นฉันเอง” สังคมเราเป็นสังคม Network สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ไม่เสียหาย ผลพลอยได้คือคุณยังได้รับความเชื่อถือเพิ่มขึ้น และเพิ่มพูนศิลปะในการจูงใจผู้อื่นที่ต่างสไตล์ของคุณได้ดีอีกด้วย

การประเมิน DISC และการนำมาประยุกต์ใช้ มีหลักสูตรให้ท่านเลือกได้ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เช่น  หลักสูตร DISC กับการสื่อสารที่มีประสิทธิผลหลักสูตร DISC กับการพัฒนาบุคลิกภาพ –  หลักสูตร DISC กับการพัฒนาภาวะผู้นำ –  หลักสูตร DISC กับการโค้ชงาน –  หลักสูตร DISC กับการสร้างทีม อีกทั้งกับการขาย และการบริการลูกค้า  และอื่นๆ

©Copyright – All rights reserved.

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ คุณศรัณย์ เบอร์โทร 02 1974588-9 

AcComm & Image International Co., Ltd.    Tel. (66) 2197 4588-9

ติดบทความที่เป็นประโยชน์อื่นๆได้ที่ https://www.aclc-asia.com/

DISC Assessment

Online Assessment is avaiable

ต่าง Gen ต่างใจ สอนอย่างไรดี

 

สอนการโค้ช
Leader as Coach by Atchara Juicharern

เข้าใจผู้เรียนต่างวัย

โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

Official website, please click: http://www.aclc-asia.com

อีก 3-4  ปีข้างหน้า บุคลากร Gen X (อยู่ในช่วงอายุ 36 – 51) ก็จะทยอยเข้ามาแทนผู้บริหารระดับสูง Baby Boomers (อยู่ในช่วงอายุ 52 ขึ้นไป) ที่เข้าสู่วัยเกษียร และ Gen Y (อายุ 35 และน้อยกว่า) ก็จะเป็นกลุ่มบุคลากรกลุ่มใหญ่ หรือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงงาน การอบรมพัฒนาคนรุ่นต่างๆ จะมีประสิทธิผลได้ เมื่อคำนึงถึงความเหมือนและแตกต่างของคนแต่ละวัยด้วย

Baby Boomers มักมองว่าผู้สอนหรือวิทยากรควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิ ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติด้านการศึกษาและชื่อเสียงของวิทยากร ให้ความสำคัญกับความรู้และสติปัญญา ดังนั้นวิทยากรควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้มาปฏิบัติจนเป็นทักษะด้วย Baby Boomers นิยมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง วิทยากรสามารถให้เขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือให้เป็นพี่เลี้ยงของรุ่นน้อง ซึ่งจะได้รับฟังประสบการณ์ที่มากมายและมีคุณค่าจากพวกเขาไปด้วย สิ่งที่ Baby Boomers ไม่สะดวกใจนักคือการได้รับข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ที่ถี่และโจ่งแจ้งเกินไป วิทยากรสามารถใช้การถามความเห็นให้เขามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ เนื่องจากกลุ่มนี้เรียนรู้และจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีจากการได้ยิน จึงชอบฟังบรรยายและมีเอกสารประกอบ อาจมีเอกสารสรุปให้กลับไปอ่านที่บ้านให้ด้วย

Gen X ต้องการวิทยากรที่เชี่ยวชาญจริงในด้านที่มาสอน มากกว่าคุณวุฒิหรือวัยวุฒิ เขาต้องการคนที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า สิ่งที่สอนนั้นผู้สอนก็ทำได้ และปฏิบัติได้จริง การให้ feedback กับคนกลุ่มนี้ ถ้ามีวัตถุประสงค์และเป็นประโยชน์ในการพัฒนา พวกเขายินดีรับฟังบ่อยๆ Gen X ชอบการเรียนรู้ที่ท้าทาย ให้อิสระในการคิดตกผลึกเอง และเปิดให้ถามและโต้ตอบบ่อยๆ ชอบสื่อการสอนหลากหลายรูปแบบ ถ้าใช้วีดิโอต้องกระชับ ไม่น่าเบื่อ พวกเขาเรียนรู้ได้ดีในการทำกิจกรรมร่วมเป็นทีม  กลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีโดยการลงมือปฏิบัติ การได้สัมผัส ถ้ามีอะไรให้จับให้ทำ แม้แต่การวางลูกบอลบนโต๊ะ ก็ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ได้

Gen Y มองว่าวิทยากรเป็นพี่เลี้ยงที่มีความรู้และมีประสบการณ์ ถึงแม้เขาจะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้สอนเช่นกัน แต่ต้องการเรียนเฉพาะสิ่งที่นำไปใช้ได้ทันที พวกเขาชอบสื่อการสอนที่ใช้เทคโนโลยี มีภาพประกอบเยอะๆ และตัวหนังสือน้อยๆ ต้องการ Feedback ทันทีเหมือน Gen X และต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาและวิธีการในเรียนรู้ได้ ไม่ชอบบรรยากาศเป็นทางการ ชอบให้วิทยากรอธิบายแบบกระชับ แต่มีกิจกรรมหลากหลายเพื่อตรึงสมาธิพวกเขาไว้ให้ได้ พวกเขาเรียนรู้ร่วมกับทีมที่หลากหลายได้ดี เขาอาจถามคำถามพรวดพราดหรืออยากได้ feedback ทันที ไม่ต้องตกใจ

ข้อมูลเหล่านี้ มาจากประสบการณ์ ถึงแม้จะใช้อ้างอิงในการเตรียมการได้ กระนั้นก็ตาม ผู้สอนก็ยังควรปฏิบัติต่อผู้เรียนแบบให้เกียรติ และวิทยากรที่ดีมักยืดหยุ่นและสนุกกับการปรับเปลี่ยนได้ทันที หากพบว่าผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าด้วยวิธีต่างไป นอกจากนี้วิทยากรยังกระตุ้นการเคารพกันและกันของผู้เรียนต่างวัยได้ ผ่านการชี้แจง กฎ กติกา มารยาท เพื่อไม่ให้ Gen Y เล่นไลน์ไป เรียนไป และ Baby Boomers เกิดความรำคาญ  หรือ Gen X หงุดหงิด ที่พี่ Baby Boomers ไม่บอกสักทีว่าคิดยังไง

เมื่อมีผู้เรียนต่างวัยในห้องเดียวกัน ควรเตรียมวิธีการสอนที่หลากหลาย (Blended Learning)  การบรรยายให้กระชับ (ไม่เกิน 15-20 นาที)  สุดท้ายคือ ไม่ว่าวัยใดก็ตาม สามารถเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข หากรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ มีผู้เห็นคุณค่าของความคิดของเขา มีวิทยากรที่หวังดีสนับสนุนการพัฒนาของเขาอย่างจริงใจ

(C)Copyright – All rights reserved.

**********************************************